สิ่งที่ผู้หญิง วัยทอง จำเป็นต้องรู้ก่อนที่จะสาย

วัยทอง หมายถึง ผู้หญิงและผู้ชายที่มีอายุระหว่าง 40-60 ปี ซึ่งช่วงนี้จะอยู่ในระหว่างวัยเจริญพันธุ์และวัยผู้สูงอายุ ซึ่งร่างกายจะผลิตฮอร์โมนเพศลดลงตามวัยทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของร่างกายตามมา และอาจเกิดปัญหาสุขภาพตามมาด้วย เช่น โรคกระดูกพรุน ความดันสูง เบาหวาน และโรคหัวใจ เป็นต้น 

สารบัญ hide

หากกล่าวถึง คำว่า วัยทอง โดยเฉพาะในผู้หญิงนั้นจะหมายถึง ผู้หญิงที่อยู่ในวัยหมดประจำเดือน ซึ่งจะมีอายุอยู่ในช่วงระหว่าง 40-60 ปี เพราะรังไข่หยุดทำงานส่งผลให้ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง ทำให้สิ้นสุดการมีประจำเดือนไปในที่สุด ซึ่งจะเกิดการเปลี่ยนแปลงตามมากับร่างกายที่สามารถแยกได้เป็น 3 ระยะ คือ

1. ระยะก่อนหมดประจำเดือน (perimenopause)

ระยะนี้เป็นช่วงเริ่มของการที่จะหมดประจำเดือน ซึ่งจะทำให้ประจำเดือนมาผิดปกติจากที่เคยเป็นได้ และอาจมีอาการอื่นร่วมด้วยเช่น มีอาการร้อนวูบวาบ (hot flash) มึนศรีษะ อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย รู้สึกอ่อนเพลีย ซึ่งอาการที่เกิดขึ้นในระยะแรกนี้จะสามารถเป็นได้ถึงประมาณ 2-3ปี

2. ระยะหมดประจำเดือน (menopause)

ช่วงเวลานี้จะนับเป็นระยะที่เริ่มตั้งแต่การหมดประจำเดือนมาแล้วเป็นเวลา 1 ปี

3. ระยะหลังหมดประจำเดือน (postmenopause)

จะเป็นช่วงระยะที่เริ่มตั้งแต่หลังหมดประจำเดือนมาแล้ว 1 ปี ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับร่างกาย เช่น มีการตีบแคบลงของช่องคลอด เกิดภาวะกระดูกพรุน และอาจมีภาวะแทรกซ้อนของโรคอื่นๆ เกิดกับร่างกายได้ง่าย

ผลิตภัณฑ์ อาหาร เสริม วัย ทอง

อาการผู้หญิงวัยทอง การดูแลรักษา ลดอาการวัยทอง

1. อาการร้อนวูบวาบ (Hot flash)

มีเหงื่อออกง่ายตามมือและเท้า ร้อนวูบวาบ หงุดหงิดง่าย รู้สึกปวดเมื่อยตามตัว ซึ่งอาการทั้งหมดนี้เป็นผลจากการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนที่เป็นตัวควบคุมอุณหภูมิในร่างกาย อาการร้อนวูบๆวาบๆนั้นมักจะเกิดในตอนกลางคืน ซึ่งส่งผลรบกวนเรื่องการนอนหลับในตอนกลางคืน และยังส่งผลกระทบต่อการทำงานของสมองอีกด้วย อาการร้อนวูบวาบนี้จะเป็นมากใน 2-3 ปีแรกหลังหมดประจำเดือน แต่ก็จะค่อยๆ ลดลงภายในเวลา 1-2 ปี

วิธีการแก้ไขและ ลดอาการ : 

  • เลือกทานอาหารที่มีวิตามินอี และบีคอมเพล็กซ์ (บีรวม) รวมถึงเลือกทานอาหารเสริมของวิตามินในกลุ่มเหล่านี้ด้วย
  • หลีกเลี่ยงการต้องอยู่ในสถานที่อบอ้าวหรือมีสภาพอากาศที่ร้อนมาก
  • หลีกเลี่ยงการทานอาหารรสจัด เผ็ดร้อน และไม่ควรดื่มเครื่องดื่มชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพราะมีสารกระตุ้นให้เส้นเลือดขยายตัว 
  • ควรสังเกตว่า อาการร้อนวูบวาบเกิดขึ้นช่วงใดและมีสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการหรือไม่ เพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นนั้นๆ
  • ไม่ควรสูบบุหรี่ เพราะมีนิโคติน ที่กระตุ้นให้เกิดอาการได้
  • ควรหลีกเลี่ยงความเครียด เพราะก่อให้เกิดความกังวล ส่งผลให้อุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้น

2. ช่องคลอดแห้งและปัสสาวะบ่อย

การขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนนั้น ส่งผลให้เนื้อเยื่อช่องคลอดขาดความยืดหยุ่นและชุ่มชื้น อาจทำให้เกิดการเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ได้ เนื้อเยื่อและกล้ามเนื้อที่อยู่รอบๆ ช่องคลอดและกระเพาะปัสสาวะก็จะลีบตีบลงและหย่อนตัวลงทำให้กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ปัสสาวะบ่อยและมีอาการแสบที่บริเวณช่องทางออกของท่อปัสสาวะ ในบางกรณี ผู้หญิงที่เนื้อเยื่อหย่อนมากจะมีผนังช่องคลอดและมดลูกเคลื่อนลงต่ำออกมานอกปากช่องคลอดได้ ซึ่งเรียกกันว่า “กระบังลมหย่อน”นั่นเอง

วิธีการแก้ไขและ ลดอาการ : 

  • การใช้ครีมที่ผสมฮอร์โมนเอสโตรเจนทาเพื่อช่วยกระตุ้นให้เลือดมาหล่อเลี้ยงช่องคลอดได้มากขึ้น
  • ใช้สารหล่อลื่น เช่น KY Jelly ทาบริเวณที่มีอาการแห้งแสบ หรือใช้เพื่อช่วยหล่อลื่นช่องคลอดขณะมีเพศสัมพันธ์เพื่อลดการบาดเจ็บบริเวณช่องคลอด 
  • หมั่นบริหารช่องคลอดโดยการขมิบก้นบ่อยๆ ทุกวันเป็นประจำก็จะช่วยลดปัญหาเรื่องการกลั้นปัสสาวะได้ดีขึ้น 
  • กรณีกระบังลมหย่อน อาจจำเป็นต้องปรึกษาแพทย์เพื่อรักษาโดยการผ่าตัด

3. หลับยาก นอนไม่หลับ และอารมณ์แปรปรวน

อาการนอนไม่หลับ กระสับกระส่าย เกิดขึ้นได้พร้อมกับอาการร้อนวูบวาบ ส่งผลให้รบกวนเรื่องการนอนหลับพักผ่อนที่ดี

วิธีการแก้ไขและ ลดอาการ : 

  • การใช้ยาลดอาการซึมเศร้าแนะนำโดยแพทย์ 
  • หากิจกรรมนันทนาการเพื่อผ่อนคลายความเครียดจะช่วยให้สุขภาพจิตและอารมณ์ดีขึ้น

4. โรคกระดูกพรุนบาง

ผู้หญิงวัยทองนั้น บางคนอาจมีภาวะกระดูกบางมากภายหลังหมดระดูไปแล้ว 10-20 ปี ซึ่งทำให้กระดูกหักได้ง่าย อาจเกิดแค่สะดุดขาเล็กน้อย หรือมีอุบัติเหตุเบาๆ แม้กระทั่งยกของ ก็ทำให้เกิดกระดูกหักได้ง่ายๆเลยทีเดียว บริเวณกระดูกสันหลัง กระดูกข้อมือ และกระดูกสะโพกเป็นบริเวณที่มักหักและพบในกลุ่มที่อยู่ในภาวะวัยทอง และการหักที่กระดูกสันหลังนั้นมักเป็นเกิดเป็นการยุบตัวลง ทำให้ตัวเตี้ยลงและหลังโก่งอีกด้วย

วิธีการแก้ไขและ ลดอาการ : 

  • เลือกทานอาหารที่มีแคลเซี่ยมสูง เช่น พวกผักใบเขียวอย่างคะน้า บร๊อคโคลี่, งาดำ, ธัญพืชและถั่วต่างๆ, เต้าหู้ ฯลฯ 
  • ควรออกกำลังกายเป็นประจำอย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ และ 30 นาทีต่อครั้งนั้น จะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายมีการสร้างกระดูกเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อหัวใจ ปอด หลอดเลือด และกล้ามเนื้อต่างๆนร่างกาย 
  • หลีกเลี่ยงการทำงานหนักๆและยกของหนักๆเกินตัว
  • สามารถเลือกการทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแคลเซี่ยมสำหรับผู้ที่ต้องการความสะดวกรวดเร็วในการหาแหล่งแคลเซี่ยมให้เพียงพอกับร่างกายในแต่ละวัน ซึ่งการทานอาหารเสริมแคลเซี่ยมในปัจจุบันนั้นสามารถเลือกผลิตภัณฑ์แคลเซี่ยมที่ผลิตจากธรรมชาติและมีประสิทธิภาพที่ดีในการดูดซึมเข้าไปใช้ในร่างกายได้อย่างเต็มที่ และไม่ตกค้างในร่างกาย เช่น แคลเซี่ยม แอล ทรีโอเนต (calcium L-Threonate) ที่ทำจากข้าวโพดที่เป็นแคลเซี่ยมชนิดที่มีงานวิจัยรับรองว่าเป็นแคลเซี่ยมที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้มากกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ เป็นแคลเซี่ยมชนิดที่ไม่ต้องพึ่งพาวิตามินดีในการดูดซึมเข้าร่างกาย ไม่ระคายเคืองกระเพาะอาหาร และไม่ก่อให้เกิดอาการท้องอืดหรือท้องผูกอีกด้วย

5. โรคหัวใจ

เมื่อฮอร์โมนเพศหญิงอย่างเอสโตรเจนหมดไป ก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดได้ เพราะสัดส่วนของไขมันในเลือดการการเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้ไขมันไปเกาะที่ผนังหลอดเลือดและ ทำให้หลอดเลือดหัวใจอุดตันได้ และความเสี่ยงนี้จะมีเพิ่มมากขึ้นตามอายุอีกด้วย และหากผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้อยู่ก่อนหน้าแล้ว ประกอบกับมีความดันโลหิตสูง น้ำหนักเกิน ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ มีระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูงและมีความเครียดมาก ก็มีโอกาสมากในการที่จะเกิดภาวะโรคหัวใจขาดเลือดได้

วิธีการแก้ไขและ ลดอาการ :

  • สำหรับผู้สูงวัย การตรวจร่างกายประจำปีเป็นสิ่งที่ควรทำทุกปี เพื่อลดโอกาสเสี่ยงของการเกิดโรคนี้ เพื่อได้ทำการตรวจวัดความดันโลหิตและระดับไขมันในเลือดอย่างเป็นประจำทุกปี 
  • ควรงดสูบบุหรี่ 
  • หมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ และ 30 นาทีต่อครั้ง 
  • ควรควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในระดับที่พอดี ไม่ให้มีน้ำหนักตัวมากเกินไป 
  • หลีกเลี่ยงการทานอาหารที่มีคอเลสเตอรอลในเลือดสูง เช่น ไขมันสัตว์ กระทิ ไข่แดง กุ้ง ปลาหมึก เป็นต้น

กรณีการเลือกใช้ฮอร์โมนเพศหญิงทดแทนในวัยทอง

ผู้หญิงในช่วงวัยทองอาจเลือกที่จะใช้ฮอร์โมนทดแทน เพื่อลดปัญหาและอาการวัยทองที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย ซึ่งฮอร์โมนที่ใช้นั้นก็คือ ฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ที่ร่างกายขาดไป และยังมีการใช้สารอื่นที่มีฤทธิ์คล้ายกันกับฮอร์โมนเอสโตรเจนอย่างโปรเจสเตอโรนด้วยเช่นกัน

รูปแบบการใช้ฮอร์โมนเพื่อลดอาการวัยทอง

การใช้ฮอร์โมนเพศหญิงเพื่อลดอาการวัยทองนั้น เป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการรักษา/ลดอาการวัยทองที่เกิดขึ้น ซึ่งแต่ละรูปแบบนั้น ก็จะมีข้อที่ควรทราบเพื่อเกิดความเหมาะสมและข้อพึงระวังในการเลือกใช้

  • การทานยา ซึ่งทำให้ระดับไขมันที่ดีสูงขึ้น แต่อาจจะทำให้ฮอร์โมนในเลือดไม่คงที่ซึ่งเกิดจากตับถูกทำลาย
  • การฉีด วิธีนี้ยาจะไม่ผ่านตับ แต่ระดับไขมันที่ดีก็จะไม่เพิ่มขึ้นเหมือนชนิดใช้ทาน
  • การใช้แผ่นปิด (estrogen-filled patch) วิธีนี้จะใช้แผ่นปิดที่แขนหรือบริเวณก้น ซึ่งจะสามารถใช้ได้เป็นเวลาหลายวัน
  • การฝังฮอร์โมน การใช้วิธีนี้จะทำให้ฮอร์โมนในเลือดสูงเกินมากกว่าปกติได้ถึง 2-3 เท่า
  • ครีมฮอร์โมน ทาที่ผิวหนัง เพื่อให้ความชุ่มชื้น ลดความแห้งตึง
  • ครีมฮอร์โมน ทาที่ช่องคลอด วิธีนี้เหมาะกับผู้ที่มีอาการช่องคลอดแห้งและแสบ

ประโยชน์ของการใช้ฮอร์โมนทดแทนลดอาการวัยทอง

การใช้ฮอร์โมนเพศหญิงทดแทนการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนนั้นสามารถช่วยดูแลและลดอาการวัยทอง ได้แก่

  • ป้องกันโรคกระดูกพรุน
  • ลดอาการร้อนวูบๆวาบๆ (hot flash)
  • ลดอาการช่องคลอดแห้ง และคัน ทำให้ช่องคลอดเต่งตึง ไม่แห้ง
  • ลดอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่
  • ลดอารมณ์แปรปรวน และอาการนอนไม่หลับ
  • ป้องกันโรคหัวใจ โรคสมองเสื่อม

ผู้ที่ควรหลีกเลี่ยงการใช้ฮอร์โมนทดแทนลดอาการวัยทอง

  • ผู้ที่มีประวัติมะเร็งเต้านม และมะเร็งมดลูก
  • ผู้ที่เป็นโรคตับ
  • ผู้ที่มีประจำเดือนผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ
  • ผู้ที่เกิดลิ่มเลือดที่เท้า

อาการข้างเคียงที่เกิดจากการใช้ฮอร์โมนทดแทน

  • รู้สึกคัดตึงบริเวณเต้านม
  • เกิดอาการท้องอืด หรือท้องบวมจากภาวะตับถูกทำลาย
  • มีประจำเดือนมา

ผลเสียการใช้ฮอร์โมนทดแทนเพื่อลดอาการวัยทอง

  • จะเป็นการเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมและมะเร็งมดลูกได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ที่ใช้ในปริมาณที่สูงและมีการใช้ฮอร์โมนติดต่อกันเป็นเวลานาน 10-15 ปี เพราะการใช้ฮอร์โมนทดแทนนั้นไม่ควรใช้ติดต่อนานเกิน 5 ปี
  • โอกาสเกิดนิ่วในถุงน้ำดี โดยเฉพาะการเลือกใช้ฮอร์โมนทดแทนแบบชนิดทาน สามารถหลีกเลี่ยงได้โดยการเลือกใช้ฮอร์โมนทดแทนแบบชนิดปิดหรือชนิดทา

อย่างไรก็ดี การใช้ฮอร์โมนทดแทนนั้นควรทำภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ เพื่อจะได้ผรวจเช็คอาการและเลือกวิธีการใช้ให้เหมาะสมที่สุดในการรักษาลดอาการวัยทองของแต่ละบุคคล

อาการวัยทองนั้นถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ และแต่ละคนจะเกิดอาการวัยทองมากน้อยแตกต่างกันไป บางรายอาจมีอารมณ์และจิตใจที่ไม่มั่นคงมากกว่าผู้อื่น หงุดหงิดง่าย ไม่มีสมาธิ มีความกลัวและซึมเศร้า ในขณะที่บางรายอาจมีปัญหาเกิดกับทางด้านกายภาพมาก เช่นช่องคลอดแห้งแสบและผิวหนังเหี่ยวแห้ง เป็นต้น

การดูแลและลดอาการวัยทองนั้นสามารถทำได้ โดยเฉพาะหากผู้มีอาการดูแลตนเองได้ดี ไม่ว่าจะเป็นการเลือกทานอาหารที่ช่วยลดอาการวัยทอง ในรูปแบบการออกกำลังกายสม่ำเสมอ เลือกใช้ฮอร์โมนทดแทนการเลือกทานอาหารที่มีแหล่งของวิตามินบีรวม (B Complex) อย่างสม่ำเสมอและเพียงพอ หรือการหา อาหารเสริมวัยทอง ก็เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่อยากดูแลตัวเองได้ง่ายๆ โดยการเลือกรับประทานเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งมีอยู่มากมายหลากหลายรูปแบบ หลายยี่ห้อ หรือหลายแบรนด์ ที่มีจำหน่ายกันในปัจจุบัน ไม่ว่าจะจัดอยู่ในกลุ่มวิตามินวัยทอง สมุนไพรวัยทอง ยาปรับฮอร์โมนวัยทอง ยาแก้วัยทอง ฯลฯ แต่กระนั้นแล้ว แต่ผลิตภัณฑ์นั้นๆ ที่มีชื่อหลากหลายแตกต่างกันไป ก็จะวัตถุประสงค์หลักเดียวกันในการที่จะช่วยรักษาอาการวัยทอง หรือ ลดอาการวัยทอง ดังนั้นหากจะมีคำถามที่ต้องการทราบว่า อาหารเสริมวัยทองยี่ห้อไหนดี ก็คงจะไม่ได้คำตอบที่ดีที่สุดที่ถูกใจทุกคน แต่สิ่งที่ดีที่สุดที่ควรปฎิบัติคือ การขอคำแนะนำจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน จะดีที่สุด

ที่มา: https://www.siphhospital.com/th/news/article/share/577