น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวมีกี่แบบกันนะ

ประโยชน์ของน้ำมันจมูกข้าวน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวที่เราเห็นมีจำหน่ายกันมากมายหลากหลายยี่ห้อนั้น ล้วนมีความต่างกันไปในแต่ละผลิตภัณฑ์ โดยเราถ้ากล่าวรวมถึงคำว่า “น้ำมันรำข้าว” แล้ว ก็จะมี2แบบหลัก คือแบบกรรมวิธีที่สกัดผ่านความร้อนและรูปแบบสกัดเย็น

นำ้มันรำข้าวจมูกข้าวที่ผ่านความร้อนนั้น ถ้าให้เข้าใจง่ายและจดจำง่ายๆก็คือ น้ำมันรำข้าวที่เรานำมาใช้ในการทำอาหารนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นการผัดหรือทอด การผลิตน้ำมันรำข้าวประเภทนี้จะใช้ความร้อนสูงซึ่งจะทำให้สารอาหารและแร่ธาตุต่างๆที่มีได้จากน้ำมันรำข้าวประเภทนี้ลดถอยลงไป และจะมีการใช้สารชนิดหนึ่งในกระบวนการผลิตเพื่อเป็นตัวทำละลายในการสกัดน้ำมันจากรำข้าวที่ชื่อว่า เฮกเซน (Hexane) ซึ่งจริงๆแล้วสารเฮกเซนนี้จัดเป็นสารพิษที่ก่อมะเร็งได้ แต่ในกระบวนการผลิตน้ำมันรำข้าวในรูปแบบนี้จำเป็นจะต้องใช้สารนี้ร่วมในกระบวนการผลิตเพื่อเป็นตัวทำละลาย แต่สารนี้จะถูกกำจัดออกในขั้นตอนสุดท้าย และตามมาตรฐานสากลนั้น กำหนดให้มีสารเฮกเซนคงเหลือได้ไม่เกิน 30 ppm (30ส่วนในหนึ่งล้านส่วน) จึงจะสามารถบริโภคแล้วปลอดภัย ซึ่งหมายความว่ายังคงมีสารเฮกเซนหลงเหลืออยู่ในน้ำมันรำข้าวแบบที่ใช้กรรมวิธีผ่านความร้อนนี้ แต่มีเหลืออยู่ในปริมาณที่องค์การอาหารและการเกษตรสหประชาชาติ (FAO)ได้กำหนดไว้ว่าปลอดภัย

ส่วนน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวแบบสกัดเย็นนั้น เป็นน้ำมันที่ได้จากการนำรำข้าวและจมูกข้าวดิบมาผ่านขั้นตอนการบีบเย็นที่ไม่ผ่านความร้อน จึงทำให้สารอาหารและแร่ธาตุสำคัญในน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวสกัดเย็นที่ได้มานั้นอยู่ครบถ้วน มีคุณค่าประโยชน์เหมือนได้ทานข้าวทั้งเมล็ดเลยทีเดียว แต่เราทราบกันหรือยังว่า น้ำมันรำข้าวจมูกข้าวนั้นสามารถสกัดได้จากข้าวหลากหลายพันธ์ุ แต่เมื่อเราพูดถึงน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวหอมมะลิอินทรีย์สกัดเย็นแล้วล่ะก็ ย่อมหมายความว่า ตัวน้ำมันรำข้าวจมูกข้าวที่ได้นั้นถูกสกัดมาจากจากรำข้าวและจมูกข้าวของข้าวหอมมะลิอันเลื่องชื่อของไทย ที่จะได้กลิ่นหอมอ่อนๆ (คล้ายดอกมะลิตามชื่อเมล็ดพันธุ้ข้าว) ของน้ำมันที่สกัดเย็นออกมา และจะต้องเป็นการปลูกแบบเกษตรอินทรีย์เท่านั้น ซึ่งมีมาตรฐานอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ได้ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ที่ปลอดภัยต่อการบริโภคมากที่สุด ปราศจากสารพิษในทุกขั้นตอนการผลิต

การที่จะได้ข้าวหอมมะลิอินทรีย์เพื่อมาสกัดเย็นเป็นน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวที่ปลอดสารพิษต่อผู้บริโภคนั้นเริ่มจากการเลือกเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิปลอดสารเคมี จากนั้นจะต้องนำไปปลูกในผืนนาที่ปลอดสารเคมีมากกว่า 10 ปี และการปลูกข้าวจนถึงการเก็บเกี่ยวนั้นจะต้องใช้ปุ๋ยอินทรีย์จากธรรมชาติเท่านั้น ไม่มีการใช้ปุ๋ยเคมี และสารเคมีใดๆทุกชนิด จึงจะได้ข้าวเปลือกหอมมะลิอินทรีย์ที่มีคุณภาพสูง ซึ่งหากทำได้ดังนี้ ก็จะได้รับเครื่องหมายการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ มกท. ภายใต้การยอมรับจาก IFOAM (International Federation Organic of Agriculture Movements) ซึ่งเป็นองค์กรที่ให้การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ระดับนานาชาติ

หลังจากที่ได้ข้าวเปลือกหอมมะลิอินทรีย์มาแล้ว ต่อไปก็คือขั้นตอนการจัดเก็บและสีข้าว เพื่อแยกรำข้าวและจมูกข้าวออกจากเมล็ดข้าว หลังจากนั้นจะนำรำข้าวและจมูกข้าวหอมมะลิอินทรีย์ที่ได้แบบสดใหม่ มาบีบน้ำมันโดยการบีบเย็นทันทีหลังจากการสีข้าวภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งจะทำให้ได้น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวที่บริสุทธิ์ มีกลิ่นหอมอ่อนๆ มีความสดใหม่ เก็บได้นาน ไม่มีกลิ่นหืน และที่สำคัญที่สุดก็คือคุณค่าสารอาหารและแร่ธาตุสำคัญในตัวข้าวหอมมะลิอินทรีย์นั้นจะถูกเก็บไว้ได้อย่างครบถ้วน และไม่มีการใช้สารเฮกเซน ซึ่งเป็นสารพิษที่ก่อมะเร็งในร่างกาย เพราะเป็นการใช้กรรมวิธีการสกัดเย็นเฉพาะเพื่อให้คงคุณค่าและมาตรฐานของน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวหอมมะลิอินทรีย์ ซึ่งต่างจากน้ำมันรำข้าวที่เราเห็นอยู่ในท้องตลาดที่ใช้ในการทำอาหาร ซึ่งเป็นแบบผ่านความร้อนและต้องใช้สารเฮกเซน (Hexane) เป็นตัวทำละลาย ซึ่งอย่างที่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่า สารนี้หากถูกสะสมในร่างกายแล้วจะก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้

หากเราเลือกที่จะบริโภค น้ำมันรำข้าวจมูกข้าว แล้วนั้น การเลือกเป็นรับประทานเป็นแบบที่ปลอดสารเคมีนั้นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับร่างกายเรา การเลือกที่จะรับประทานเป็นน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวหอมมะลิอินทรีย์สกัดเย็นนั้น จะทำให้ร่างกายเราไม่มีความเสี่ยงในการรับสารพิษ เพราะทุกขั้นตอนของการผลิตของน้ำมันรำข้าวจมูกข้าวหอมมะลิสกัดเย็นแบบอินทรีย์นั้น ปราศจากการใช้สารเคมี และสารพิษใดๆในทุกขั้นตอน และควรเลือกแบบที่มีตรารับรองจากองค์กรอย่าง IFOAM เพราะเราจะมั่นใจได้อย่าง 100% ว่าเราได้เลือกผลิตภัณฑ์ที่เป็นเกษตรอินทรีย์อย่างแท้จริง